การเตรียมตัวก่อนเข้าพบหมอทันตกรรม

หากต้องการจัดฟัน ควรมาพบทันตแพทย์จัดฟัน เพื่อได้รับคำปรึกษาถึงความจำเป็น และความเป็นไปได้ในการจัดฟัน และหากพิจารณาแล้วพบว่าสามารถจัดฟันได้ ก็ควรตรวจดูสภาพช่องปากโดยทั่วไป ว่ามีสภาพดีแล้วหรือยัง โดยหากมีเหงือกอักเสบ มีหินปูน ก็ต้องขูดหินปูน ทำความสะอาดฟันเสียก่อน หากมีฟันผุ ก็ต้องอุดเสียก่อน และหากฟันซี่ไหนที่ค้องรักษารากฟัน ก็ต้องทำให้เรียบร้อยเสียก่อนเช่นกัน ส่วนฟันที่ทันตแพทย์จัดฟันสั่ง ให้ถอนเพื่อการจัดฟัน ก็ควรต้องถอนก่อน แล้วค่อยเข้าสู่กระบวนการการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันต่อไป

การจัดฟัน มีความเจ็บปวดหรือไม่?
การจัดฟัน เป็นการเคลื่อนฟันจากตำแหน่งเดิม ไปสู่ตำแหน่งที่ต้องการ ดังนั้น ย่อมเกิดความเจ็บปวดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้น จะไม่ยาวนานมากนัก ส่วนมาก จะปวดอยู่เพียง 3-4 วันหลังจากให้แรงกระทำต่อฟันเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะไม่เจ็บปวดอะไรอีก จนกระทั่งมีการให้แรงกระทำอีก

นอกจากนั้น อาจเกิดการเจ็บเนื้อเยื่ออ่อน เนื่องจากการทิ่มแทงของเครื่องมือที่ติดอยู่ที่ฟัน ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดย หากลวดยาวเกินไป ก็ทำการตัดลวดออกให้มากที่สุด หรืออาจใช้ขี้ผึ้งหุ้มรอบบริเวณเครื่องมือที่ทิ่มแทงเนื้อเยื่ออยู่ ก็จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดลงได้

การดูแลปฏิบัติตนหลังจากการจัดฟัน ต้องทำอย่างไรบ้าง?
ในขณะที่มีเครื่องมือจัดฟันอยู่ จะต้องดูแลรักษาความสะอาดและรักษาสุขภาพอนามัยในช่องปากให้ดี การแปรงฟันจะต้องแปรงให้ทั่วถึงยิ่งขึ้น ควรใช้ไหมขัดฟันทุกซอกฟัน ซึ่งทั้งการแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันนั้น อาจต้องใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ มาช่วยด้วย จึงจะสามารถทำให้ทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

ส่วนเมื่อจัดฟันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เครื่องมือจัดฟันก็จะถูกถอดออกไปด้วย ฟันก็จะไม่มีอะไรยึดเอาไว้ จึงสามารถเคลื่อนที่ไปมาได้อีก ดังนั้น จึงควรใส่เครื่องมือคงสภาพฟัน เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวแล้ว และเครื่องมือเอง รวมทั้งฟันที่จัดแล้ว ก็ต้องมีการดูแลรักษา และทำความสะอาดเป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน

ระหว่างจัดฟัน ยังต้องหาหมอฟันทั่วไปอีกหรือไม่?
จำเป็นอย่างยิ่ง ! การตรวจสุขภาพช่องปากกับทันตแพทย์เป็นประจำยังคงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะมีเหล็กจัดฟันอยู่ ทันตแพทย์จะช่วยตรวจทำความสะอาดให้ และจะแจ้งให้ท่านทราบว่าจำเป็นจะต้องมาพบบ่อยแค่ไหนด้วย

เมื่อไหร่จึงจะเหมาะสมในการให้เด็กรับการจัดฟัน?
สมาคมทันตแพทย์จัดฟันแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า เด็กทุกคนควรได้รับการตรวจกับทันตแพทย์จัดฟันเมื่ออายุไม่เกิน 7 ปี แต่อย่างไรก็ตาม การสบฟันที่ผิดปกติ หรือการกัดฟันที่ผิดเพี้ยนไปจากที่ควร สามารถเริ่มเห็นได้เมื่ออายุประมาณ 2-3 ปี ปัญหาทางทันตกรรมจัดฟันหลายๆ ปัญหาจะแก้ไขได้ง่ายขึ้นหากพบตั้งแต่เนิ่นๆ มากกว่ารอจนการเจริญของขากรรไกรเริ่มช้าลง การรักษาตั้งแต่แรกจะช่วยลดความจำเป็นในการผ่าตัดหรือการแก้ไข ใดๆ ที่ยุ่งยากซับซ้อนในระยะหลัง และบ่อยครั้งที่การรักษาแต่เนิ่นๆ จะสามารถลดความจำเป็นในการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันในระยะหลังได้อีกด้วย

ระยะที่ 1 – การรักษาระยะแรก : การรักษาในระยะนี้ครอบคลุมเด็กวัย 2-6 ปี วัยนี้เราจะมุ่งเกี่ยวกับการเจริญของขากรรไกรที่น้อยเกินไป การหลุดร่วงของฟันน้ำนม และนิสัยที่ผิดปกติ เช่น การดูดนิ้วมือ เป็นต้น การเริ่มการรักษาในระยะนี้มักจะประสพความสำเร็จและสามารถลดความ ต้องการในการจัดฟันหรือแม้แต่การจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดในอนาคตได้ด้วย แม้ไม่ทุกกรณีก็ตาม

ระยะที่ 2 – ระยะฟันผสม : ระยะนี้ครอบคลุมเด็กวัย 6 – 12 ปี ซึ่งมีฟันหน้าแท้และฟันกรามซี่แรกขึ้นมาในช่องปากแล้ว การรักษาจะมุ่งไปที่ความสัมพันธ์ที่ผิดปกติของขากรรไกรและปัญหาการเรียงตัวที่ผิดปกติของฟัน ระยะนี้เป็นระยะที่ดีที่สุดที่จะเริ่มให้การรักษา เพราะเนื้อเยื่อแข็งและอ่อนของเด็กจะตอบสนองได้ดีกับแรงในการจัดฟันและแรงที่ให้ต่อกระดูก

ระยะที่ 3 – ระยะฟันแท้ : ระยะนี้จะมุ่งไปที่ฟันแท้และการพัฒนาการของความสัมพันธ์ในการสบฟัน

การเลือกรักษาฟัน ตามสภาพปัญหาของฟันนั้น ทางเราคลีนิค จัดฟันบางนา ขอแนะนำให้ท่าน เลือกสถานบริการ หรือสถานพยาบาลที่ได้คุณภาพ และมีมาตรฐาน ทั้งเรื่องความปลอดภัยในระยะยาว และมีความความสะอาด มีสุขอนามัยที่ดี

Credit https://www.idolsmiledental.com/จัดฟันบางนา/